วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

รำวงมาตรฐาน

ประวัติรำวงมาตรฐาน
     รำวงมาตรฐาน เป็นการแสดงที่มีวิวัฒนการมาจาก รำโทน เป็นการรำและร้องของชาวบ้าน ซึ่งจะมีผู้ชายและผู้หญิง รำกันเป็นคู่ๆ รอบๆ ครกตำข้าวที่วางคว่ำไว้ หรือไม่ก็รำกันเป็นวงกลม โดยมีโทนเป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ ลักษณะการรำ และการร้องเป็นไปตามความถนัด ไม่มีแบบแผนกำหนดไว้ คงเป็นการรำและร้องง่ายๆ มุ่งเน้นที่ความสนุกสนานรื่นเริง เช่น เพลงช่อมาลี  เพลงยวนยาเหล เพลงหล่อจริงนะดารา  เพลงตามองตา  เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ฯลฯ ด้วยเหตุที่การรำชนิดนี้มีโทนเป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ จึงเรียกการแสดงชุดนี้ว่า  รำโทน

    
ต่อมาเมื่อปี พ.. ๒๔๕๗  ในสมัยจอมพล  ป.
  พิบูลสงคราม  เป็นนายกรัฐมนตรี  รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการละเล่นรื่นเริงประจำชาติ  และเห็นว่าคนไทยนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย  ถ้าการปรับปรุงการเล่นรำโทนให้เป็นระเบียบทั้งเพลงร้องลีลาท่ารำ และการแต่งกาย จะทำให้การเล่นรำโทนเป็นที่นิยม  จึงได้มอบหมายให้กรมศิลปกรปรับปรุงรำโทนให้เป็นมาตรฐาน  มีการแตงเนื้อร้อง  ทำนองเพลง และนำท่ารำจากแม่บทกำหนดเป็นท่ารำเฉพาะแต่ละเพลงอย่างเป็นแบบแผน     รำวงมาตรฐาน  ประกอบด้วยเพลงทั้งหมด ๑๐ เพลง  กรมศิลปากรแต่งเนื้อร้องจำนวน ๔ เพลง  คือ  เพลงงามแสงเดือน  เพลงชาวไทย  เพลงรำซิมารำ  เพลงคืนเดือนหงาย ท่านผู้หญิงละเอียด  พิบูรณ์สงคราม  แต่งเนื้อร้องเพิ่มอีก  ๖  เพลง คือ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ  เพลงดอกไม้ของชาติ  เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า  เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงบูชานักรบ  เพลงยอดชายใจหาญ  ส่วนทำนองเพลงทั้ง  ๑๐  เพลง  กรมศิลปกร  และกรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้แต่ง      เมื่อปรับปรุงแบบแผนการเล่นรำโทนให้มีมาตรฐาน  และมีความเหมาะสม  จึงมีการเปลี่ยนชื่อจากรำโทน รำวงมาตรฐาน อันมีลักษณะการแสดงที่เป็นการรำร่วมกันระหว่างชาย-หญิง  เป็นคู่ๆ  เคลื่อนย้ายเวียนเป็นวงกลม  มีเนื้อร้องที่แต่งทำนองขึ้นใหม่  มีการใช้ทั้งวงปี่พาทย์บรรเลงประกอบ  และบางเพลงก็ใช้วงดนตรีสากลบรรเลงประกอบ ซึ่งเพลงร้องที่แต่งขึ้นใหม่ทั้ง ๑๐  เพลง  มีท่ารำที่กำหนดไว้เป็นแบบแผน  คือ
-  เพลงงามแสงเดือน  ท่าสอดสร้อยมาลา
-  เพลงชาวไทย   ท่าชักแป้งผัดหน้า
-  เพลงรำมาซิมารำ  ท่ารำส่าย
-  เพลงคืนเดือนหงาย  ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง
-  เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ  ท่าแขกเต้าเข้ารัง   และท่าผาลาเพียงไหล่
-  เพลงดอกไม้ของชาติ ท่ารำยั่ว
-  เพลงหญิง ไทยใจงาม  ท่าพรหมสี่หน้า  และท่ายูงฟ้อนหาง
-  เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า   ท่าช้างประสานงา  และท่าจันทร์ทรงกลดแปลง
-  เพลงยอดชายใจหาญ  หญิงท่าชะนีร่ายไม้   ชายท่าจ่อเพลิงกาล
-  เพลงบูชานักรบ หญิงท่าขัดจางนาง และท่าล่อแก้ว ชายท่าจันทร์ทรงกลดต่ำ
และท่าขอแก้ว
     รำวงมาตรฐาน  นิยมเล่นในงานรื่นเริงบันเทิงต่างๆ  และยังนิยมนำมาใช้เล่นแทนการเต้นรำ  สำหรับเครื่องแต่งกายมีการกำหนดการแต่งกายของผู้แสดงให้เป็นระเบียบด้วยการใช้ชุดไทย และชุดสากลนิยม  โดยแต่งเป็นคู่ๆ  รับกันทั้งชายและหญิง  อาทิ  ผู้ชายนุ่งโจงกระเบน  สวมเสื้อคอกลม  มีผ้าคาดเอว  ผู้หญิงนุ่งโจงกระเบน  ห่มสไบอัดจีบ ผู้ชายนุ่งโจงกระเบน  สวมเสื้อราชปะแตน  ผู้หญิงแต่งชุดไทยแบบรัชกาลที่๕  ผู้ชายแต่งสูท  ผู้หญิงแต่งชุดไทยเรือนต้น  หรือ  ไทยจักรี

    
รำวงมาตรฐาน  เป็นการรำที่ได้รับความนิยมสืบมาจนถึงปัจจุบัน  มักนิยมนำมาใช้หลังจากจบการแสดง  หรืองานบันเทิงต่างๆ เพื่อเชิญชวนผู้ร่วมงานออกมารำวงร่วมกัน  เป็นการแสดงความสามัคคี  ยังเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ

การแสดงรำ วงมาตรฐาน  มีผู้แสดงครั้งแรก  ดังนี้
                       นายอาคม    สายาคม                                        นางสุวรรณี   ชลานุเคราะห์
                       นายจำนง   พรพิสุทธิ์                                         นางศิริวัฒน์   ดิษยนันทน์
                       นายธีรยุทธ   ยวงศรี                                          นางสาวสุนันทา   บุณยเกตุ

 รูปแบบและลักษณะการแสดง
     รำวงมาตรฐานเป็นการรำหมู่ประกอบด้วยผู้แสดง  ๘  คน  ท่ารำประดิษฐ์ขึ้นจากท่ารำมาตรฐานในเพลงแม่บท  ความสวยของการรำอยู่ที่กระบานท่ารำที่มีลักษณะการแปรแถวเป็นวงงกลม
การรำแบ่งเป็นขั้นตอนต่างๆ  ได้ดังนี้

ขั้นตอนที่  ๑  ผู้แสดงชาย และหญิงเดินออกมาเป็นแถงตรงสองแถวหันหน้าเข้าหากัน  ต่างฝ่ายทำความเคารพด้วยการไหว้้

ขั้นตอนที่  ๒    รำแปรแถวเป็นวงกลมตามทำนองเพลง  และรำตามบทร้องรวม  ๑๐  เพลง โดยเปลี่ยนท่ารำตามเพลงต่างๆ เริ่มต่างแต่เพลงงามแสงเดือน  เพลงชาวไทย เพลงรำชิมารำ เพลงคือเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงามเพลงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และ เพลงบูชานักรบ

ขั้นตอนที่๓ เมื่อจบเพลงที่๑๐ผู้แสดงรำเข้าเวที   ทีละคู่ตามทำนองเพลงจนจบ
เครื่องแต่งกายของรำวงมาตรฐาน ประกอบด้วย ๔ แบบ ดังนี้
 แบบที่ ๑ แบชาวบ้าน
ชาย   นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อคดพวงมาลัย  เอวคาดผ้าห้อยชายด้านหน้า
หญิง  นุ่งโจงกระเบน ห่มผ้าสไบดันจีบ ปล่อยผม ประดับดอกไม้ที่ผมด้านซ้าย คาดเข็มขัด ใส่เครื่องประดับ
 แบบที่ ๒ แบบราชกาลที่ ๕
ชาย  นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อคด ราชปะแตน ใส่ถุงเท้า รองเท้า
หญิง นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อลูกไม้ สไบพาดบ่าผูกเป็นโบว์ ทิ้งชายไว้ข้างลำตัวด้านซ้าย ใส่เครื่องประดับมุก
 แบบที่ ๓ แบบสากลนิยม
ชาย  นุ่งกางเกง สวมสูท ผูกไท้
หญิง นุ่งกระโบรงป้ายข้าง ยาวกรอมเท้า ใส่เสื้อคอกลม แขนกระบอก
 แบบที๔  แบราตรีสโมสร
ชาย   นุ่งกางเกง สวมเสื้อพระราชทาน ผ้าคาดห้อยจากด้านหน้า
หญิง  นุ่งกระโปรงยาวจีบหน้านาง ใส่เสื้อจับเดรป ชายผ้าห้อยจากบ่าลงไป ทางด้านหลัง เปิดไหล่ขวา ศีรษะทำผมเกล้าเป็นมวยสูง ใส่เกียว และ เครื่องประดับ
ดนตรี และ เพลงที่ใช้ประกอบการแสดง
       ใช้วงปี่พาทย์ไม้นวม เพลงที่ใช้ประกอบการแสดง ได้แก่ เพลงงามแสงเดือน  เพลงชาวไทย เพลงรำชิมารำ เพลงคือเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงามเพลงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และ เพลงบูชานักรบ

ความซื่อสัตย์

ซื่อสัตย์สุจริต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตั้งพระราชปณิธานไว้ว่า จะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม พระราชปณิธานได้ทรงแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมผ่านทางพระดำรัส เพื่อให้แง่คิดต่อสังคมไทยในวาระต่างๆ และผ่านทาง พระราชจริยาวัตรของพระองค์อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง สมควรอย่างยิ่งที่คนไทยทุกคนจะนำมาศึกษาเรียนรู้ ทำความเข้าใจและยึดถือเป็นแนวทางการดำรงชีวิตและการประกอบสัมมาอาชีพเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของตนเองและครอบครัว รวมทั้งความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติและส่วนรวม ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้น้อมนำ พระบรมราโชวาท (บางส่วน) เกี่ยวกับเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต





คนที่ไม่มีความสุจริต คนที่ไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มีวันที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณประโยชน์แท้จริงได้สำเร็จ

ในการประกอบการงานทั้งปวงนั้น ทุกคนต้องมีความตั้งใจจริงและขยันหมั่นเพียร ต้องรู้จักคิด พิจารณาด้วยปัญญา และความรอบคอบ ยึดมั่นในความสามัคคีและความซื่อสัตย์สุจริตถือเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นจุดประสงค์สำคัญจึงจะสามารถปฏิบัติงานต่างๆ ให้สำเร็จผลโดยสมบูรณ์ได้...
...คนเราถ้าพอในความต้องการ มันก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้ามีความคิดอันนี้มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณซื่อตรงไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข...

...การทำงานให้สำเร็จขึ้นอยู่กับความสุจริตกายสุจริตใจด้วยความคิดความเห็นที่เป็นอิสระปราศจากอคติ และด้วยความถูกต้องตามเหตุตามผล จึงจะช่วยให้งานบรรลุจุดมุ่งหมายและประโยชน์ที่พึงประสงค์โดยครบถ้วนแท้จริง...






...ข้าพเจ้าใคร่ขอให้ท่านทั้งหลายจงมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต ถือเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพราะคุณธรรมอันนี้เป็นมูลฐานอันสำคัญที่จะยังความเจริญ และความเป็นปึกแผ่นแก่สังคมเป็นบ่อเกิดแห่งความสามัคคี กลมเกลียว ความซื่อสัตย์สุจริตที่ว่านี้ หมายถึง ความสุจริตซื่อตรงต่อหน้าที่การงาน ต่อตนเองและต่อผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง มีเจตนาบริสุทธิ์ไม่เอารัดเอาเปรียบ สำหรับท่านที่ใช้วิชากฎหมายย่อมกินความถึงการรักษาความเป็นธรรม ไม่บิดเบือนความหมายของตัวบทกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของตนเองด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจะเป็นเสมือนหนึ่งเกราะคุ้มภัยแก่ท่านตลอดไป ดังบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ว่า..สุจริตคือเกราะบัง สารทพ้อง



ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อยก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้มีความรู้มากแต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ